เด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิง? เราไม่รู้! การกำหนดเพศและผู้ที่มีภาวะสองเพศ
“เป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิงน่ะ?”
“เรายังไมรู้เหมือนกัน!”
แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่คนเป็นแม่อยากได้ยิน แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว
เด็กทารกส่วนใหญ่มักจะมีเพศตามแบบหลักชีววิทยาที่เป็นปกติและเห็นสามารถได้ชัดว่าเป็นเพศชายหรือหญิง สำหรับคนส่วนใหญ่แล้วนั้น นั่นหมายความว่าพวกเขาจะมีองคชาติหรือช่องคลอดเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ตามมันไม่ได้เป็นไปตามนั้นเสมอไป ที่จริงแล้ว เด็ก 1 ใน 2,000 คน จะเกิดมาพร้อมกับเพศที่มีลักษณะผิดปกติ หรือประมาณ 150,000 คนในสหรัฐอเมริกา และบางทีอาจจะประมาณ 2.5 ล้านคนทั่วโลก
แล้วมันเกิดขึ้นได้อย่างไร เหตุใดถึงไม่สามารถระบุเพศที่แน่ชัดว่าเป็นเพศชายหรือเพศหญิงให้กับทารกได้
ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นในครรภ์ ตัวอ่อนจะมีเพศเป็นกลางไปจนกระทั้งถึงสัปดาห์ที่ 7 จนกว่าจะถึงเวลานั้น อวัยวะสืบพันธุ์ หรือ ต่อมเพศจะมีลักษณะเหมือนกันทุกประการทั้งเพศชายและเพศหญิง เมื่อเริ่มสัปดาห์ที่ 7 การกำหนดเพศจะเริ่มขึ้น กระทั่งสัปดาห์ที่ 9 ถึง สัปดาห์ที่ 12 อวัยวะเพศก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง การกำหนดเพศนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วยกัน มีทั้งปัจจัยที่นักวิทยาศาสตร์เข้าใจและไม่เข้าใจ
เมื่อต่อมเพศเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ฮอร์โมนที่ถูกผลิตขึ้นจะไปกระตุ้นให้อวัยวะเพศและอวัยวะที่ใช้ในการสืบพันธุ์เกิดการพัฒนา เนื่องจากในกระบวรการนี้มีความสลับซับซ้อน ส่งผลให้มีการผันแปรเกิดขึ้น เป็นผลให้บางคนมีลักษณะทางกายวิภาคที่ผิดแปลกไป(อวัยวะเพศที่สามารถมองเห็นได้) หรือแม้แต่อวัยวะสืบพันธุ์ที่ผิดปกติ
ตัวอย่างเช่น ผู้ชายบางคนมีองคชาติที่เล็กมากจนดูเหมือนกับช่องคลอดของผู้หญิง เช่นเดียวกันกับผู้หญิงบางคนที่มีปุ่มกระสันใหญ่มากจนดูเหมือนกับองคชาติของผู้ชาย ยังมีผู้ชายบางคนที่มีลูกอัณฑะที่ไม่ลงถุงอัณฑะ (ซึ่งทำให้ไม่สามารถมองเห็นได้) ผู้หญิงบางคนไม่มีรังไข่ หรือแม้แต่ในกรณีที่อวัยวะสืบพันธุ์ของทั้งสองเพศ ปรากฏให้เห็นในคนคนเดียว
ความผันแปรนี้ ดำเนินต่อไปในระดับโครโมโซม ผู้ชายบางคนมีคาโรไทป์ของผู้หญิง คือ 46 XX และผู้หญิงบางคนมีคาโรไทป์ของผู้ชาย คือ 46 XY แม้แต่ในระดับพันธุกรรมก็ยังมีความแตกต่างกัน เช่น ผู้หญิงบางคนมีหน่วยพันธุกรรม SRY ของเพศชาย กล่าวสั้นๆคือ ในขณะที่เรามีภาพลักษณ์ของเพศชายหรือเพศหญิงแบบทั่วๆไปนั้น พวกเราบางคนก็ไม่ได้เป็นเหมือนกับเรา และบางทีพวกเขาอาจยังไม่รู้ตัว
คณะกรรมการโอลิมปิกเคยมีประสบการณ์กับความความผันผวนทางพันธุกรรม ในปี 1968 มีการทดสอบการระบุเพศ โดยใช้โครโมโซมคาโรไทป์ในการระบุเพศ และในปี 1992 ก็เปลี่ยนมาใช้วิธีการตรวจหาหน่วยพันธุกรรม SRY แทน แต่อย่างไรก็ตาม ในทั้งสองกรณี ผู้หญิงมันจะถูกระบุผิดเป็นเพศชาย และในทางกลับกันเ ผู้ชายก็มักจะถูกระบุเป็นเพศหญิง ซึ่งมีสาเหตุมาจากสภาวะทางเพศที่กลับกัน วิธีการทดสอบเหล่านี้ถูกยกเลิกไปในการแข่งขันโอลิมปิกปี 1998
ตามรายงานของสมาคมบุคคลมีลักษณะสองเพศแห่งอเมริกาเหนือนั้น ลักษณะสองเพศนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 17 สภาวะด้วยกัน ซึ่งไม่ส่งผลอันตรายร้ายแรงถึงขั้นชีวิต ยกเว้นอยู่สภาวะเดียว (Congenital Adrenal Hyperplasia คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ส่งผลให้ต่อมหมวกไตผลิตฮอร์โมนผิดปกติ) จากการศึกษาพบว่า คนที่มีลักษณะสองเพศส่วนใหญ่ มักจะเติบโตมามีสุขภาพกายและใจที่ดี และไม่ได้ถูกสังคมรังเกียจ ดังนั้นแล้ว จึงเป็นที่แนะนำอย่างยิ่งว่า ไม่ควรพิจารณาการตัดสินใจใช้การผ่าตัดหรือการบำบัดด้วยฮอร์โมน ยกเว้นเมื่อพวกเขาสามารถที่จะทำการตัดสินใจในสิ่งเหล่านี้เองได้
โชคไม่ดีที่มันไม่ได้เป็นแบบนี้เสมอไป แพทย์หลายคนยังใช้ระบบการเลี้ยงดูด้วยเพศที่มีภาวะที่ดีที่สุด ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นจาก จอห์น มันนี แห่งมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ในช่วงปี 1950 โดยระบบนี้นั้น สรุปว่าเพศนั้นเป็นสิ่งที่สามารถอบรมสั่งสอนได้ ในทางปฏิบัติแล้ว มันสนับสนุนให้แพทย์ตัดสินใจเลือกเพศให้กับเด็กที่เกิดมามีอวัยวะสืบพันธุ์ที่ไม่บ่งบอกถึงเพศในทางชีววิทยาได้ โดยจะทำการการผ่าตัดก่อนที่เด็กจะมีอายุ 18 เดือน
กรณีที่โด่งดังที่สุด คือ กรณีจอห์น/โจแอน โดยเด็กทารกเพศชายชื่อว่า เดวิด ไรเมอร์ สูญเสียอวัยวะเพศชายไปจากความผิดพลาดในการผ่าตัดเพื่อขลิบหนังหุ้มปลาย เนื่องจากการมีองคชาติที่เล็กเกินไป แพทย์ของเดวิด ไรเมอร์จึงตัดสินใจเปลี่ยนเพศของเขาด้วยการผ่าตัด การบำบัดด้วยฮอร์โมน การส่งเสริมด้านจิตใจ และการส่งเสริมอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครอง โดยจอห์น มันนีใช้กรณีของเดวิดเป็นตัวอย่างในการพิสูจน์ความสำเร็จในทฤษฎีของเขา เมื่อเดวิดทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอดีตของเขา เขาแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนเพศกลับไปเป็นผู้ชาย เดวิดฆ่าตัวตายเมื่ออายุ 38 ปี เนื่องจากสภาวะจิตใจหดหู่อย่างรุนแรง ผู้ที่ต่อต้านทฤษฎีของจอห์น มันนี ใช้กรณีนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นถึงสิ่งที่ผิดพลาด
ดังนั้น หากแพทย์ของคุณกล่าวว่า “เรายังไม่สามารถระบุได้ว่าลูกของคุณเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง” คุณควรจะมีความสุขมากกว่าที่จะมานั่งวิตกกังวล เพราะลูกของคุณก็เกิดมาเป็นเด็กที่แข็งแรงสมบูรณ์และเป็นธรรมชาติ เหมือนกับเด็กที่มีสภาวะสองเพศคนอื่นๆทั่วโลก หรือแม้กระทั่งในชุมชนของคุณเอง และจงจำไว้ว่า หลักฐานเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าลูกของคุณจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขได้เหมือนกับเด็กที่มีสภาวะสองเพศคนอื่นๆเช่นกัน
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
ลิงก์ไปยังบทความนี้:
สร้างลิงก์
<< หน้าแรก